ข่าวสาร-มุมชี้แจง

ขอบคุณ เจ้าหน้าที่พม. สื่อทุกช่อง และ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่เข้าพิสูจน์ความจริงและเป็นพยาน น้องไนซ์ มีผลการเรียนดีเยี่ยม สัมพันธ์ดีกับเพื่อนและครูทุกคน และได้รับการดูแลเอาใจใส่จากครอบครัวเป็นอย่างดีค่ะ

"วราวุธ" ยัน ยังไม่พบ น้องไนซ์ เครียดหรือกดดัน พบเรียนดี มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ได้รับการดูแลตามสิทธิที่เด็กพึงได้รับจากพ่อแม่ 

19 ธ.ค.2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบอาจารย์น้องไนซ์ เด็กชายวัย 8 ขวบ ว่าในมิติของ พม. หน้าที่ของกรมกิจการเด็กและเยาวชน ดูแลสิทธิเด็กและสวัสดิภาพที่เด็กควรจะได้รับ ซึ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปพูดคุยกับครอบครัวและครูอาจารย์ที่โรงเรียน ทำให้ทราบว่าน้องไนซ์มีผลการเรียนที่ดี ไม่มีสัญญาณของความเครียดหรือแรงกดดันอะไร มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนตามวัย ไม่ได้มีการพูดถึงกิจกรรมดังกล่าวในโรงเรียน ก็เหมือนเด็กทั่วไปคนหนึ่ง ส่วนการพูดคุยกับผู้ปกครอง สอบถามถึงพัฒนาการต่าง ๆ ก็ได้รับข้อมูลว่าน้องไนซ์ได้รับการดูแลตามที่เด็กคนนึงพึงจะได้รับ

         ประกาศ  ยอดรายได้ หัก ค่าใช้จ่ายงานสัมมนา-วิปัสสนา-เชื่อมจิต ที่ภูเก็ตเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2566 จัดโดยสายธรรมแห่งองค์พุทธะ โดยมี อ.น้องไนซ์ เป็นวิทยากร สำหรับรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วนั้น ได้มอบให้กับกองทุนสายธรรมแห่งองค์พุทธะ เพื่อจัดสร้างสถานปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น 

         สำหรับผู้ที่เข้างานลงทะเบียนทั้งสิ้น 160 ท่าน รายได้รวม  414,938 บาทถ้วน  หักค่าใช้จ่ายจำนวน 378,640.88 บาท (สามแสนเจ็ดหมื่นแปดพันหกร้อยสี่สิบบาทแปดสิบแปดสตางค์ คงเหลือเงินเข้ากองทุนเพื่อสร้างสถานปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น 32,510.12 บาท สามหมื่นสองพันห้าร้อยสิบบาทสิบสองสตางค์ โดยในครั้งนี้ น้องไนซ์และครอบครัวไม่รับค่าวิทยากรใดๆทั้งสิ้น จึงประกาศมาและขออนุโมทนามายังทุกท่าน ณ.ที่นี้

         เรียนชี้แจง เรื่องการจัดกิจกรรมการเชื่อมจิต กรณีที่มีการจัดงานที่แจ้งวัฒนะและมีผู้เข้าร่วมประมาณ 3,000 นั้น ผู้ที่จัดงานนั้นคือ อ.รัก คำราม หรือในนามญาณเหนือเมฆ และทราบภายหลังจากผู้จัดคือ 2,700 คนโดยประมาณ (ท่านสามารถขอตัวเลขที่แท้จริงได้จาก อ.รัก คำราม)

          เรียนชี้แจง คำกล่าวหาที่ว่าเกี่ยวกับการสอนไม่ตรงกับพระไตรปิฎกหรือไม่นั้น ผู้ที่เข้าถึงธรรมย่อมทราบว่า  ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการเจริญวิปัสสนากรรมฐานจะเป็นทางหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน และจะเป็นทางให้พ้นทุกข์ได้ เป็นสิ่งที่ อ.น้องไนซ์ย้ำอยู่เสมอ... และเฉกเช่นเดียวกับพระอริยะเจ้าสายหลวงปู่มั่นที่เน้นเรื่องการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน และเป็นสิ่งที่ อ.น้องไนซ์ชื่นชม และมักจะให้การยกย่องพระอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานอยู่เสมอ...       

     

เรียนชี้แจง ความเข้าใจผิดเรื่องน้องไนซ์คือพระพุทธเจ้านั้น ไม่เป็นความจริง และภาพตัดต่อก็ไม่ใช่ของกลุ่ม

แอ้ดมินนิรมิต

        ความจริงคือ อ.น้องไนซ์ไม่เคยพูดว่าตนเป็นพระพุทธเจ้า มีแต่พูดว่า เป็นบุตรของพระพุทธเจ้าในชาติภพหนึ่งก่อนหน้าที่พระพุทธองค์จะมาเกิดในชาติภพของเจ้าชายสิทธัตถะ(น้องไนซ์พูดไว้ตั้งแต่ 3ขวบ) ได้รับหน้าที่จากองค์พระศากยมุนีให้ลงมาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ให้พ้นจากมิคสัญญีที่อาจจะมาเร็ว และจะได้ไม่มาเกิดในยุคมิคสัญญีด้วยการสวดมนต์ นั่งสมาธิ วิปัสสนากรรมฐานให้มาก 

        และภาพตัดต่อนั้นก็ไม่ใช่ของกลุ่มแอ้ดมินนิรมิตด้วยเช่นกัน

         เรียนชี้แจง ความเข้าใจผิดเรื่องการเชื่อมจิตคุยกับปูตินนั้นไม่เป็นความจริง

        ความจริงคือ อ.น้องไนซ์ได้พูดว่า "จะไปคุยกับปูตินในอนาคต..." (ดูได้จากคลิป เมื่อครั้งที่ได้รับเชิญจาก อ.รัก คำราม ในการเป็นวิทยากรและเชื่อมจิตเมื่อวันที่ 2/7/2566) 

       เรียนชี้แจง คำกล่าวหาที่ว่าการเชื่อมจิตไม่มีในสมัยพระพุทธเจ้า

               คำว่าการเชื่อมจิตเป็นคำกิริยาที่พยายามจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนของ อ.น้องไนซ์ (เนื่องจากวัยและกายสังขารที่ยังเป็นเด็กที่กำลังเรียนรู้และสื่อสารถ่ายทอดออกเป็นภาษาไทยของเด็กวัย 6 ขวบก่อนหน้านี้..) แต่ปรากฏมีประสบการณ์ของผู้ที่ปฏิบัติแล้วได้พบกับแสงสีทองเมื่อคราวเชื่อมจิตกับน้องไนซ์ (โปรดดูรายละเอียดต่อหน้าเชื่อมจิต) เทียบเคียงกับคำอธิบายที่ปรากฏอยู่ใน "จูฬนีสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ 20"

(และปรากฏ อ.น้องไนซ์พูดเสมอว่า ได้รับแสงสีทองมาจากองค์พระศากยมุณี)


หมายเหตุ : อ้างอิง "จูฬนีสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ 20" มีใจความดังอธิบายพอสังเขป ดังนี้

พระอานนท์ถามพระพุทธองค์ว่า พระองค์ทำอย่างไรที่สามารถเทศน์ให้ได้ยินทั่วแสนโกฏิจักรวาล หรือตามที่พระองค์ต้องการพระพุทธองค์ทรงตอบว่า "พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะแผ่รัศมีเป็นแสงออกไปด้วยและ เมื่อสัตว์ทั้งหลายจำแสงนั้นได้ ก็จะได้ยินพระสุรเสียงของตถาคต"


จูฬนีสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ 20


 บทความเรื่อง  “การเชื่อมจิต”  (ภาคหนึ่ง)


คณะศิษยานุศิษย์ นิรมิตเทวาจุติ

   เชื่อมจิต คืออะไร  (ภาคหนึ่ง)

      ก่อนอื่น ก่อนที่ท่านจะเริ่มลงมืออ่านจนจบ ขอให้ทุกท่านได้โปรดอ่านแบบสัมมาสติ สัมมาสมาธิ โดยปราศจากอคติ อ่านแล้วโปรดพิจารณาด้วยใจเป็นกลาง ข้าพเจ้าเชื่อมั่น ว่าทุกท่านจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้บ้าง อย่างแน่นอน ขออนุโมทนาบุญค่ะ สาธุ

กลายเป็นกระแสสังคม ที่เกิดข้อสงสัย และสอบถามเข้ามาบ่อยครั้งว่า

Q. การเชื่อมจิต คืออะไร?

A. ก่อนอื่น ต้องถามกลับไปก่อนว่า ท่านเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกนั่งสมาธิอยู่แล้ว ใช่มั้ย?

Q. ทำไมจึงตั้งคำถามแบบนี้

A. ก็เพราะการเชื่อมจิตนั้น เค้าเชื่อมกันระหว่าง สมาธิ กับ สมาธิ หรือ คน กำลังทำสมาธิ กับผู้ที่ส่งมาเชื่อมก็ต้องทำสมาธิ ด้วยเช่นกัน

Q. แล้ว เพื่อนเรา กับ เรา (เพื่อนกำลังนั่งสมาธิ กับ เราที่กำลังนั่งสมาธิ) เชื่อมกันได้หรือไม่

A. คำตอบคือ คุณกับเพื่อน คนใดคนหนึ่ง มี ฌานหรือญานสมาบัติ ใช่หรือยัง?

เคยมีการบอกเล่าจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ว่า ครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ รัชกาลที่เก้า ท่านเคยอธิษฐานจิตว่า ในประเทศไทยเรา ยังมีพระอรหันต์อยู่หรือไม่ หากมีขอให้มารับภัตตาหารจากเราในเช้าวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด

ครั้นแล้วพระองค์ทรงตรัสให้มหาดเล็กเตรียมภัตตาหารไว้ในตอนเช้าเพื่อใส่บาตร

ขณะนั้นพระอรหันต์ หลายรูปในเมืองไทยได้ทราบการอธิษฐานจิตของพระองค์ท่าน ด้วยวาระจิตของพระองค์ท่าน จึงปรึกษา(ทางจิต)กันว่าจะให้พระอรหันต์องค์ใด เป็นผู้มารับบาตรของพระองค์ดี ในตอนนั้นจึงตกลงใจให้หลวงปู่ฝั้น เป็นผู้มารับบาตรของพระองค์ (*** ปรึกษากันในจิต จากสมาธิ สู่ สมาธิ เพราะในขณะนั้น ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร หรือทางโทรศัพท์ ยังไม่มีเหมือนสมัยนี้ ซึ่งนี่ก็เป็นหลักฐานหนึ่งจากผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่มีการบันทึกไว้ก่อนหน้านี้)

เช้าวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่าพระสงฆ์รูปหนึ่งมายืนบิณฑบาตรปรากฏกายยืนอยู่วังของในหลวงรัชกาลที่เก้า ขณะนั้นในหลวงท่านติดภารกิจกระทันหันแต่ได้ทรงสั่งมหาดเล็กไว้ให้ช่วยดูแลและสอบถามถามของพระสงฆ์รูปนั้นไว้ด้วยหากท่านมาจริงๆดังคำอธิษฐาน

เมื่อมหาดเล็กเห็นมีพระสงฆ์รูปหนึ่งมายืนบิณฑบาตรปรากฏกายยืนอยู่หน้าพระบรมมหาราชวัง ก็รีบไปถวายภัตตาหารตามที่พระองค์ทรงรับสั่งฝากไว้ จากนั้นก็ถามนาม และวัดและที่อยู่ของพระสงฆ์รูปนั้นไว้ จดไว้เพื่อทูลถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อในหลวงรัชกาลที่เก้าเสด็จกลับวัง ก็ได้ทรงอ่านความว่า “หลวงปู่ฝั้น อาจาโร สายพระป่า วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร (เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2442 อุปสมบท 2462 มรณภาพเมื่อ 4 มกราคม 2520) พระองค์จึงรีบเสด็จโดยรถพระที่นั่งไปกราบนมัสการหลวงปู่ที่วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร ในทันที

จากเรื่องราวข้างต้น ในสมัยนั้น อย่าว่าแต่การสื่อสารทางไลน์เลย โทรศัพท์นั้นพระป่าก็ยากเต็มทีที่จะมีได้ การคมนาคมก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะกว่าจะการเดินทาง ก็ไม่ได้เร็วอย่างทุกวันนี้ แต่ถึงแม้จะเป็นยุคสมัย ปัจจุบัน พระคุณเจ้าก็คงจะไม่ได้ถึงได้เพียงค่ำคืน และหรือก็คงไม่ได้กลับไปรวดเร็วปานนั้น การที่ท่านได้ยินก็โดยผ่านจิตที่เจริญปัญญามาดีแล้วนั่นเอง ซึ่งก็เรียกได้ว่า สมาธิ สู่ สมาธิ ได้เช่นกัน ด้วยที่อีกฝ่ายหนึ่งนั้นท่านทรงอภิญญา ญาณสมาบัติ นั่นเอง

Q. มีตัวอย่างในสมัยพุทธกาลบ้างหรือไม่

A. เราไม่ได้เกิดในสมัยพุทธกาลจะพูดได้เต็มปากว่ามี หรือไม่มีนั้น ก็ต้องมาพิจารณาเหตุการณ์ต่างๆ ร่วมด้วย ยกตัวอย่าง

เช่น เหตุการณ์ วันมาฆบูชา ที่พระสงฆ์ 1250 รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประทานโอวาทปาฏิโมกข์แก่มหาสังฆสันนิบาตในมณฑลวัดเวฬุวันมหาวิหาร ซึ่งในวันนั้นมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น 4 ประการคือ 1. พระสงฆ์ 1,250 รูป ที่พระองค์ทรงส่งไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาตามแว่นแคว้นต่างๆ ได้กลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้าอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ น่าคิดนะคะ ว่าทำไมจึงบังเอิญ มีคำกล่าวที่ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน ในสมัยนั้นมีพระอรหันต์เกิดขึ้นมากมายซึ่งแน่นอนว่าท่านต้องสื่อทางจิตถึงกันอย่างแน่นอน และนี่ก็เป็นความหมายหนึ่งของสมาธิ สู่ สมาธิ หรือการเชื่อมจิต นั่นเอง

Q. พระสงฆ์ที่มารวมตัวกันถึง 1250 รูป พระพุทธเจ้าท่านทรงโอวาท อย่างไรถึงได้ยินกันถ้วนทั่ว

A. นี่แหละ ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด และเป็นเรื่องที่ยากที่จะอธิบายผู้ที่ไม่เคยบำเพ็ญจิต ไม่เคยภาวนา ไม่เคยนั่งสมาธิ และรวมทั้งไม่เคยเจริญสติ และเจริญปัญญา แต่ก็ขออธิบายมาพอให้ฉุกคิดกันได้บ้างในผู้ปฏิบัติธรรมว่า คนปกติที่มาอยู่รวมกันในห้องประชุม เอาแค่ 100-200 คน ก็ยากที่จะตะโกนพูดให้ได้ยิน แต่เชื่อหรือไม่ว่า การใช้สมาธิเปล่งวาจากลับเสียงดังกว่า และ 1250 รูป เชื่อว่า ท่านต้องเปล่งวาจาโดยสมาธิ และบางท่านจะต้องได้ยินจากสมาธิอย่างแน่นอน

Q. มีตัวอย่างมากกว่านี้หรือไม่

A. การเชื่อมจิต ครูบาอาจารย์ผู้เชื่อมจิตย่อมล่วงรู้วาระจิตจึงจะสามารถต่อยอดสมาธิให้ศิษย์ได้ ดังตัวอย่าง เช่น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ท่านสามารถทราบวาระจิตความนึกคิดของผู้อื่นได้อย่างน่าอัศจรรย์หลายครั้งหลายครา แม้เรื่องแสดงฤทธิ์ต่างๆท่านก็สามารถทำได้ แต่ท่านก็ไม่ได้นำไปแสดงโอ้อวดใคร ท่านมีไว้เพื่อเป็นเครื่องมือปราบลูกศิษย์หัวดื้อ และผู้ที่คิดไปลองดีท่านเท่านั้น ขอยกตัวอย่าง เช่น พระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล แห่งวัดป่าแสนสำราญ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ท่านเป็นพระน้องชายของพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม วันหนึ่งท่านพระมหาปิ่น ปัญญาพโล เกิดดูหมิ่นดูแคลนหลวงปู่มั่นว่า “ท่านพระอาจารย์มั่น มิได้ร่ำเรียนปริยัติธรรมมามากเหมือนเรา ท่านจะมีความรู้กว้างขวางได้อย่างไร เราได้ร่ำเรียนมาถึงเปรียญธรรม ๕ ประโยค จะต้องมีความรู้กว้างขวางมากกว่าท่าน และที่ท่านสอนเราอยู่เดี๋ยวนี้ จะถูกหรือมิถูกประการใดหนอ ” ขณะนั้นหลวงปู่มั่นอยู่ที่กุฏิของท่าน คนละมุมวัด ได้ทราบวาระจิตของท่านพระมหาปิ่น ว่ากำลังคิดดูถูกท่าน อันเป็นภัยแก่การบำเพ็ญธรรมอย่างยิ่ง ท่านจึงลงจากกุฏิ เดินไปเอาไม้เท้าเคาะฝากุฏิของท่านพระมหาปิ่น แล้วพูดเตือนสติว่า “ ท่านมหาปิ่นเธอจะมานั่งดูถูกเราด้วยเหตุอันใด การคิดเช่นนี้เป็นภัยต่อการบำเพ็ญสมณธรรมจริงหนา..ท่านมหา ” ท่านพระมหาปิ่นตกใจเพราะคาดไม่ถึง รีบลงจากกุฏิมากราบขอขมาท่านว่า “ กระผมกำลังนึกถึงท่านอาจารย์ในด้านอกุศลจิต กระผมขอกราบเท้าโปรดอโหสิให้กระผมเถิด ตั้งแต่นี้ต่อไป กระผมจะบังคับจิตมิให้นึกถึงสิ่งที่เป็นอกุศลจิตอย่างนี้ต่อไป ”

และนี่คือการสื่อสารทางจิต ซึ่งถือได้ว่าจิตได้เชื่อมถึงกันโดยที่พระเกจิอาจารย์ที่ทรงอภิญญาญาณ มีสมาธิที่แก่กล้าสามารถทราบถึงการนึกคิด หรือที่เรียกว่าวาระจิตนั่นเอง

อีกตอนหนึ่งนั้น พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ขณะนั่งสมาธิได้อธิษฐานจิตว่า หากหลวงปู่มั่นเป็นพระอรหันต์จริง ขอให้เกิดปฏิหารย์ขึ้นเถิด ขณะที่พระอาจารย์จวน กำลังภาวนาอยู่นั้นเอง ในสมาธิได้เห็นพระอาจารย์มั่น เดินจงกรมเหาะขึ้นเหาะลงอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งออกจากสมาธิ เมื่อออกจากสมาธิแล้ว ได้ยินเสียงพระอาจารย์มั่นกล่าวพูดเตือนสติว่ามาจากข้างนอกว่า “ท่านอาจารย์จวน จะนึกคิดแบบนี้ไม่ได้นา จะเป็นภัยต่อการบำเพ็ญสมณธรรม”

เรื่องเล่าของพระอาจารย์มั่นมีมากมาย เป็นพยานได้ว่า การเชื่อมจิต (การสื่อสารทางสมาธิ สู่ สมาธิ) มีได้อย่างแน่นอนที่อย่างน้อยอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ปัญญาญาน หรืออภิญญา นั่นเอง

Q. คำถามแล้วมาเกี่ยวข้องกับน้องไนซ์ อย่างไร

A. ก่อนอื่นเมื่อได้เข้าใจแล้วว่า ผู้ที่สามารถสื่อสารทางจิตได้ อย่างน้อยต้องมีหนึ่งคน (ในสองคนที่ต้องการสื่อสารกัน มีอภิญญา มีญาณหยั่งรู้อันแก่กล้า จากการเจริญปัญญามามากยิ่ง เป็นผู้สร้างบารมีหรือสั่งสมบารมีจากการเจริญปัญญามามาก ย่อมมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วในแบบที่ไม่ต้องร้องขอ

Q. แล้วเชื่อได้อย่างไร

A. ก็เพราะผู้เขียนเองก็ผ่านจุดที่ได้รับประสบการณ์ตรงจากการที่ท่าน อ.น้องไนซ์ ส่งการสื่อสารทางจิต ขณะนั่งสมาธิมาแล้วนั่นเอง

Q. ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้หรือไม่ ว่าเป็นอย่างไร

A. จริงแล้ว อ.น้องไนซ์มักจะเตือนให้พวกเราทุกคนให้พูดแต่ข้อธรรม ของพระพุทธองค์เท่านั้น ไม่ให้พูดเรื่องปาฏิหารย์(ทั้งที่เราประจักษ์ใจมามากมายเกี่ยวกับน้องไนซ์) ไม่ให้พูดเรื่องหวย ไม่ให้ทำเครื่องลางของขลัง แต่ให้เน้นนั่งสมาธิ (พระพุทธองค์หมายถึงพระสมณโคดมของเราที่ท่านเผยแผ่คำสอนมาแล้ว 2566 ปี)

อ.น้องไนซ์ ท่านเคารพในพระพุทธองค์มากค่ะ ทุกครั้งที่ท่านพูดถึงพระพุทธองค์ กิริยา แววตาของท่านจะเปี่ยมไปด้วยความรัก และความเคารพในพระพุทธองค์ ท่านเคยเห็นไหม คลิปที่ท่าน อ.น้องไนซ์ พูดถึงพระพุทธองค์เสร็จแล้วก้มลงกราบด้วยกิริยานอบน้อมนั้น ยังทำเอาข้าพเจ้าต้องทำตาม แล้วเคยเห็นไหมว่ามีคลิปไหนบ้างที่ ภาพของ อ.น้องไนซ์ จะอยู่สูงกว่าภาพพระพุทธ เวลาที่เราทำงานไม่ละเอียด (ไม่ได้เจตนา) ท่านจะติงว่า ให้ภาพของพระศากยมุณีต้องอยู่สูงกว่าภาพตนเองทุกครั้ง ข้าพเจ้าเป็นพยานได้ ยกเว้นผู้ที่ทำคลิปเอาเองแล้วท่านไม่ได้ตรวจ (ก็คนทำคลิปมากมายจนตรวจตรากันไม่ทัน) เป็นต้น

เมื่อสภาวะการณ์ เป็นอย่างนี้ก็จำเป็นต้องฝืนท่าน เพื่อข้อเท็จจริงอีกสักครั้ง และเรียนขออนุญาตท่านไว้ ณ.ที่นี้ค่ะ ว่า ผู้เขียน ได้รับการเชื่อมจิตทางสมาธิ ดังนี้

ในครั้งนั้น ผู้เขียน ได้ทราบว่ามีการเชื่อมจิตทางออนไลน์ จึงได้เข้าห้องพระที่บ้านสวดมนต์ ไหว้พระแล้วนั่งสมาธิและระลึกถึง องค์เพชร(องค์เพชรภัทรนาคานาคราช (อ.น้องไนซ์) จนกระทั่งจิตสงบนิ่งเบาสบาย สักครู่ในห้องพระ (ที่ไฟฟ้าเสียนั้น แต่ข้าพเจ้าได้เสียบหลอด LCD ดวงเล็กๆ ไว้ที่ปลั๊กไฟข้างผนังกำแพงมุมด้านล่างข้างๆประตู ไฟจึงเป็นเพียงสลัวๆ ค่อนไปทางมืด) ขณะที่จิตสงบ นิ่ง เบาสบาย ปรากฏว่าห้องนั้นสว่างสไสวมีแสงสีทองระยิบระยับ ในสมาธินั้นข้าพเจ้ารู้ได้ทันที ว่าเกิดจากบางสิ่งบางอย่างจากครูบาอาจารย์อย่างแน่นอน เพราะนั่งสมาธิมาเกือบ 30 ปี ไม่เคยพบเห็นแสงอะไรแบบนี้ ทั้งที่เราหลับตา และทั้งที่อยู่ในห้องแสงไฟสลัว และแสงนั้นเป็นอยู่นานราวๆกว่า 5 นาที จึงเกิดกำลังใจในการปฏิบัติธรรม-สมาธิ ว่าเป็นประจักษ์พยานในการทำสมาธิ และสมาธิมีความคืบหน้า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

Q. นี่คือการเชื่อมจิตได้ ใช่หรือไม่

A. ข้าพเจ้า ถือว่าใช่ เพราะเป็นการกำหนดจิต ขอเชื่อมจิต กับ องค์เพชรฯ(อ.น้องไนซ์) และเกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งที่นั่งสมาธิมายาวนานหลายปี สำหรับข้าพเจ้า ก็มีครูบาอาจารย์หลายท่าน และก็ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ข้าพเจ้าเคารพบูชาเป็นอาจารย์สูงสุด และก็น้อมนำองค์เพชร หรือ อ.น้องไนซ์ เป็นครูอาจารย์ที่สอนกรรมฐานต่อยอดสมาธิให้ก้าวหน้าขึ้นในปัจจุบัน และนำเอาข้อธรรมของพระพุทธองค์อธิบายให้เข้าใจได้อย่างง่าย(คือนำธรรมะของพระพุทธองค์มาขยายความให้เราฟังเข้าใจกันแบบง่ายๆ)

Q. ที่ฟังมาตั้งแต่แรก การเชื่อมจิต จะมีครูบา อาจารย์ เข้ามาสอนในจิต มีเช่นนั้นบ้างหรือไม่

A. ใช่ค่ะ หลังจากนั้นมา การนั่งสมาธิจะราบรื่นตลอด ได้นำเอาวิธีการวิปัสสนากรรมฐาน เช่น การน้อมจิตพิจารณากายสังขาร พิจารณาดอกบัว เพื่อการเจริญสติและปัญญา จะมีครูบาอาจารย์เข้ามาชี้แนะตลอด มีการทดสอบจิต มีการวิปัสสนา และผ่านการสอบจิต การวางจิตไว้เหนืออารมณ์ ตลอดมา

Q. สัญญาณ ของการเชื่อมจิตได้นั้นมีอะไรบ้าง นั้น จะขออนุญาตสอบถามในภาคถัดไป สำหรับวันนี้มีอะไรฝากไว้หรือไม่

A. ขอเรียนว่าที่ได้กล่าวถึงครูบาอาจารย์ทุกองค์ ทุกรูป และทุกท่านไปแล้วนี้ด้วยความเคารพค่ะ พร้อมทั้งอยากใช้โอกาสนี้ในการอธิบายความหมายของการ เชื่อมจิต (ตามภาษาของ อ.น้องไนซ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามแต่ท่านผู้รู้จะเรียกกัน) หาได้ต้องการอวดอ้างแต่อย่างใด ธรรมะของพระพุทธองค์คือของแท้ (หมายถึงพระสมณโคดม เจ้าชายสิทธัตถะก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และเผยแผ่คำสอนมา 2566 ปีแล้ว) ตรงนี้ขอกล่าวไว้เป็นที่ชัดเจนนิดนึง(เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดค่ะ) อ.น้องไนซ์ นำธรรมของพระพุทธองค์ มาอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย เข้าถึงได้ง่ายนั่นเอง และเพื่อไม่ให้ผู้ใดเข้าใจผิด ทำไมถึงเรียกอาจารย์ ก็เพราะท่านสอนธรรมเรา ก็เหมือนท่านอื่นสอนธรรมเรา เราก็เรียกอาจารย์ และภูมิธรรม อ.น้องไนซ์ ท่านระดับอาจารย์ ซึ่ง อ.น้องไนซ์นั้น แม้กายสังขารท่านเป็นเด็กก็จริง แต่ดวงจิตท่านมิได้ลืมสิ่งที่ท่านเคยเป็น เราได้เห็นคลิปของท่านตั้งแต่ 5 ขวบ แล้วนำมาขบคิด

ถึงจะเป็นเด็กตัวน้อยๆ น่ารักน่ารัก ไร้เดียงสา แต่ภูมิธรรมตอนท่านสอนธรรมทั้งสอนการวิปัสสนากรรมฐาน การสอนในสมาธิ และกระทั่งความคืบหน้าของสมาธิที่ข้าพเจ้าได้มา ทำให้ข้าพเจ้า เรียกท่านได้เองว่าอาจารย์ โดยมิได้มีผู้ชี้นำ เรียกเพราะภูมิธรรม ระลึกบุญคุณในการสอนธรรม ไม่แปลกที่ใครทดลองทำตามแล้วจะคิดได้และจะมีความรู้สึกกับอาจารย์เหมือนกัน และไม่แปลกที่ผู้ไม่ได้ปฏิบัติจะไม่รู้และไม่เข้าใจ การนั่งสมาธินั้นไม่ใช่เรื่องงมงาย เริ่มแพร่หลายไปทั่วโลก ทุกชาติ ทุกภาษา เป็นวิทยาศาสตร์ มีงานวิจัยที่พิสูจน์ได้ สมาธิก็คือสมาธิ เชื่อมจิต เป็นกิริยา เป็นการสื่อสาร ระหว่างสมาธิ หากท่านมีจิตที่เป็นธรรมอยากรู้ก็ลองพิสูจน์ หากท่านไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ ทีบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็นเรายังไม่ลบหลู่ และเราก็คือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ชักชวนกันมานั่งสมาธิ มาทำความดี ต่อยอด ขจัด เคลียร์ ตามแบบฉบับของ อ.น้องไนซ์ นิรมิต ค่ะ

.................................

จาก ผู้ปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง

หมายเหตุ : ข้าพเจ้ากราบขอพุทธานุญาต เรียนขออนุญาต ขออนุญาตพระพุทธองค์และครูบา อาจารย์ ทุกๆพระองค์ ทุกๆท่านด้วยเจ้าค่ะ

 17/11/2566



หมายเหตุ :

พระอานนท์ถามพระพุทธองค์ว่า พระองค์ทำอย่างไรที่สามารถเทศน์ให้ได้ยินทั่วแสนโกฏิจักรวาล หรือตามที่พระองค์ต้องการ


พระพุทธองค์ทรงตอบว่า "พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะแผ่รัศมีเป็นแสงออกไปด้วยและ เมื่อสัตว์ทั้งหลายจำแสงนั้นได้ ก็จะได้ยินพระสุรเสียงของตถาคต"


จูฬนีสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ 20

ไปหน้าการเชื่อมจิต