ถ่ายทอดธรรม 

หน้าถัดไป คลิป ประวัติ อ.

ตอบข้อ-สนทนา ถ่ายทอดธรรม

1680193485513.mp4

"น้องไนซ์จะบอกอะไรให้ครับ ตัวเราไม่ใช่เรา ตัวเราเป็นดวงจิต"  (คลิปวิดิโอ-ธรรมะชุดตายแล้วไม่จบ)

ถ่ายทอดธรรมแห่งองค์พระศากยมุณีสัมมาสัมพุทธเจ้าโดย.....องค์เพชรภัทรนาคานาคราชอาจารย์น้องไนซ์ นิรมิต เทวาจุติ

ท่านทั้งหลายจงฟังเราเถิด  ณ.กาลเวลานี้  จักพาท่านน้อมจิตพิจารณาต่อซึ่งเวทนา ในขันธ์5....

**เมื่อเริ่มแรกนั้น จิตดวงนี้เป็นดวงจิตใส  กาลครั้งแรกนั้น ได้รับรู้ถึงง้วนดิน  จึงเกิดเป็นสภาวะปรุงแต่ง เริ่มจาก ติดในรสชาติ พัฒนามาซึ่ง ถึงปรุงแต่ง  เกิดเป็น ทุกข์ สุข หลง  จน เดินไปสู่ กามราคะ....

**เมื่อจิตเกิดสภาวะการปรุงแต่งซึ่งสภาวะของโลกนั้น จึงปรากฎ การยึดมั่นถือมั่น เป็นกายสังขาร แล

สภาวะนี้แล จึงนำไปเก็บไว้ที่ สมองเกิดเป็น เมมโมรี่ สลัดไม่หลุด ด้วยมีสายเป็นใยเชื่อมต่อไว้กับจิต เมื่อไม่มีสภาวะธรรมเข้ามาจึงห่อล้อมไว้แน่นหนา จนหลอมเข้าหากัน.......

วิธีการสลัดจากพันธนาการนั้น ให้ท่าน ปล่อยอารมณ์ที่เกิดในสภาวะนี้ ไม่ว่าจะติดด้วยกับดักตัวไหน ทุกข์ สุข หลง กามราคะ ด้วยเป็นเมมโมรี่ที่เกิดในสมอง(ใจ) ให้ปล่อยออกมา แล้วทำตามเรา  หายใจยาวๆแรงๆ   เอาล่ะ ให้นำจิตเข้าไปพิจารณาถึงสภาวะที่เกิด ซึ่งอยู่ในเมมโมรี่ ซึ่งโดนจำไว้ในสมอง  แยกออกตามสภาวะที่เกิด เป็นจิตที่แยกออกมาจากพันธนาการแล้วมองกลับเข้าไปเพื่อให้ตื่นรู้

ตื่นรู้ ตื่นรู้ ปัญญาเกิด ...จนวางจิตอยู่เหนือซึ่งเมมโมรี่..

พรหมวิหาร 4 คือหลักธรรมของมนุษย์ที่มีจิตใจดีงามดุจดั่งพรหม

เมตตา : ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข

กรุณา  : ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์

มุฑิตา : ยินดีในความดีงามของผู้อื่น

อุเบกขา : วางเฉยในกรรมของผู้อื่น มีใจเที่ยงธรรมประดุจตาชั่ง

1680193528060.mp4

น้องไนซ์: ได้ขยายความต่อจากการไลฟ์สด  ไว้ดังนี้ ..

   

          หลอดไฟแม้มีแสงสว่างให้มองเห็น  แต่อาจขุ่นมัวได้ด้วยฝุ่นละอองและซากแมลงที่บินเข้ามาเกาะเกี่ยวติดแน่น หากแม้เมื่อเรามีความต้องการให้หลอดไฟกลับไปส่องสว่างดังเดิม เราก็ต้องชะล้างทำความสะอาดเสียก่อน   การปล่อยให้ความขุ่นมัวยังคงปกปิดความสว่างไว้แสงไฟย่อมลดความสว่างลงไปเรื่อยๆและมืดมิดไปในที่สุด

เปรียบเทียบได้กับสภาวะจิตของเรา หากเมื่อเราปล่อยให้อารมณ์ปรุงแต่งจิต แล้วจิตก็สั่งกายสังขาร ให้ทำไปตามอารมณ์ปรุงแต่ง นั้นตลอดเวลาโดยมิได้หยุดจิตเพื่อคิดพิจารณา ถึงอารมณ์ดีชั่ว ทุกข์สุขที่พอกพูนเกาะเกี่ยวจิต จิตจึงถูกอารมณ์ทับถมทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะมองหาจิตเดิมไม่เจอ สุดท้ายเมื่อจิตแยกจากกายสังขารไป ก็ต้องไปเสวยภพภูมิต่างๆตามแต่สภาวะจิตที่สั่งสมไว้ มีที่เป็นไปได้ในสามช่องทางที่จะกล่าวนี้คือ....

การไปเสวยทุกข์ในนรก คือสภาวะที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย มีเพียงทุกข์เพียงสิ่งเดียวที่ได้รับ เป็นสภาวะของการรับกรรมชั่วที่ตนทำไว้ เสมือนหลอดไฟที่พังไปแล้ว ซ่อมใหม่ไม่ได้....

การไปเกิดเป็นสัตว์ คือสภาวะที่จิตก่อนนั้น  ยังรู้ดีรู้ชั่วได้บ้างเป็นครั้งคราว หากแต่ปล่อยจิตไปในทางต่ำคือชั่วมากกว่า เมื่อเสวยทุกข์ในสภาวะนี้จึงอาจมีสุขได้บ้างตามกำลังที่มี แต่ก็แบบริบหรี่ หาได้รู้จักในสุข นั้น มากนัก เนื่องด้วยความไม่รู้อันเป็นปรกติของสังขารสัตว์ จึงเปรียบได้กับหลอดไฟที่ติดๆดับๆ...

สุดท้าย การเสวยสุขในชั้นเทพเทวดาอินทร์พรหม ย่อมมีสุขได้เสพเพียงอย่างเดียวอันเป็นกำลัง ของสภาวะนี้   เสวยสุขจนหมดสุขนั่นแลจึงจักได้มีโอกาสมาเริ่มต้นใหม่

เริ่มต้นของการสร้างภพภูมิใหม่ในชั้นของมนุษย์อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเลือก คือเลือกที่จะเป็นไปในทิศทางใด จะสั่งสมปัญญา หรือสั่งสม อวิชชาความไม่รู้  ก็ขึ้นอยู่กับกำลังกรรมดีที่มี หรือกำลังกรรมชั่วที่เคยทำในอดีตโดยบวกกำลังความตื่นรู้ในจิตปัจจุบัน....จึงเปรียบเสมือนหนึ่งการเปลี่ยนหลอดไฟใหม่ที่กล่าวไว้นั้นเอง.......

โดย อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวจุติ   

สมาชิกฯ : "ขอถามอาจารย์น้องไนซ์หน่อยครับว่า  ถ้าเราไปล่วงเกินสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา  เช่นไปปัสสาวะ หรือพูดจาล่วงเกินโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ  แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ทำร้ายเราเช่นทำให้เราเกิดการพิการหรือทำให้เราเสียชีวิต  อยากถามว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะมีบาปกรรมมั้ยครับ   ผมสงสัยมานานแล้วครับ  รบกวนด้วยนะครับ... "

แม่นก: น้องไนซ์ ตอบว่า  "หากสิ่งที่เกิดต่อการกระทำของผู้ที่ลบหลู่ เกิดจากสภาวะกรรมของเขาทำให้เป็นไป สิ่งนี้เทพ เจ้าที่เจ้าทาง จะไม่เกิดสภาวะคล้องกรรมกับผู้ที่กระทำการลบหลู่"

*** "แต่หากเมื่อใดการกระทำดังกล่าว ทำให้อีกฝ่ายตาย

หรือพิการ สิ่งนี้จะดึงจิตท่านลงต่ำเกิดเป็นสภาวะคล้องกรรม"

***  "ด้วยเหตุนี้ เราจักมองเห็นด้วยรูปธรรมว่าเหตุใด กลุ่มผู้ที่ลบหลู่หรือปรามาสนั้น เหตุของกรรมจึงไม่เกิดทันที เป็นเพราะผู้ที่โดนหลบหลู่มิอยากคล้องกรรม และจิตท่านสูงกว่าผู้ที่ลบหลู่"

***  "แต่จงฟังเราเถิด ผู้ที่ลบหลู่ โดยเฉพาะลบหลู่ต่อธรรมที่เป็นอริยะ เมื่อถึงสภาวะกรรมที่ต้องรับนั้น น่าเวทนาสิ้นดี.... 

น้องไนซ์: บอกว่า "ด้วยเหตุ ผู้ที่มีสภาว จิตที่สูงนั้น เขาจักให้อภัยด้วยจิตใส  เราจึงมักเห็นผู้ที่มีจิตมืดมีความเหิมเกริมในยุคนี้ ... ด้วยสภาวะของโลกจึงปล่อยให้เขาทำกรรมให้ถึงที่สุด จนถึงวาระที่กรรมทำหน้าที่ และบัดนั้นแลเขาจักได้รับซึ่งกรรมที่เคยกระทำไว้...."

***  "ส่วนพวก เจ้าที่เจ้าป่าธรรมดา  เขามิใช่จิตที่หลุดพ้นย่อมมีสภาวะซึ่งกิเลส และ อารมณ์ หากเผลอจนไปทำร้าย ก็จะเกิดเป็นสภาวะคล้องกรรม หมุนเวียนกันไป...." 

สมาชิกฯ: ชัดเจนมากเลยครับ ขอบคุณที่เมตตาครับ...... 

โดย อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวจุติ   


คุณพ่อน้องไนซ์ ขออนุญาติแบ่งปัน ครับ

"ความคิด จะเป็นตัวกำหนด การกระทำ"  เราทุกคนต้องระมัดระวังความคิดที่เป็นอกุศลต่างๆ  ที่จะเข้ามาทดสอบจิตของเรา  เมื่อเรารู้เท่าทัน ให้รีบดับทันที!!! อย่าคิดต่อไปเรื่อยๆ เพราะ จะเป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์ของอกุศลจิตให้เติบโตขึ้นในจิตของเรา" 

*** กรณี น้องไนซ์ สอนธรรมตั้งแต่อายุ 3 ขวบ คุณพ่อเคยถามลูกชายว่า เบื้องบน กับโลกมนุษย์ต่างกันอย่างไร?? น้องตอบว่า... เนื่องจากธรรมชาติของกายสังขารมนุษย์ ต้องใช้เวลาในการพัฒนาทางร่างกาย ไม่สามารถจุติแล้วโตได้เลยเหมือนที่อยู่เบื้องบน  ดังนั้น ท่านใดที่ทำจิตถึง จะเข้าใจความจริงเรื่องนี้ แม้กายสังขารยังเป็นเด็กน้อย แต่ภูมิธรรมและภูมิปัญญาในจิตนั้น ไม่เหมือนกับคนทั่วไป   กรณีน้องไนซ์นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะเกิดขึ้นจาก "การแบ่งภาคดวงจิต"ของผู้ที่มีบุญญาธิการบารมีสูงมากๆ อยู่ที่ชั้นพระอนาคามีเท่านั้น   ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับองค์พระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง ให้รับหน้าที่เป็นตัวแทนพระองค์  ท่านจึงเสียสละแบ่งภาคอวตารลงมาจุติยังโลกมนุษย์ ( ดวงจิตเดียวกันกับเบื้องบน ) ลงมาเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ และนำพาดวงจิตของผู้ที่มีบุญเหล่านี้ 

พาข้ามยุคมิคสัญญีไปสู่ยุคพระศรีอาริย์.

**** ปล. น้องบอกว่า แม่บุญธรรมของน้อง ท่านก็เคยลงมาจุติยังโลกมนุษย์เช่นกันเมื่อเป็นพันปีมาแล้ว  ท่านมีนามว่า องค์พระอวโลกิเตศวร แบ่งภาคลงมาจุติเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ ที่เรารู้จักท่าน ในนาม "พระแม่กวนอิม " นั่นเอง.

(อธิษฐาน)  สาธุ 

โดย อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวจุติ   

จากคำถามสมาชิกของท่านหนึ่ง อันนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่อยากให้คนอื่นทำตามนะค่ะ  จะเป็นอันตราย พอดีเรามีครูบาอาจารย์เเต่มาคุมในการฝึกด้วย ท่านจะคอยประคองไว้ให้  เเต่คนอื่นถ้าไม่มีห้ามทำตามนะค่ะ

  ฝึกกสิณไฟมาสักระยะเเล้วค่ะ ที่ฝึกเพราะธาตุไฟในร่างกายอ่อน เเต่ธาตุน้ำเยอะเลยอะ เลยต้องปรับให้สมดุลกัน  จะถามน้องไนท์ว่า มีอะไรจะคอยเตือนไหมในการปฏิบัติค่ะ

น้องไนซ์ตอบว่า  กรณีของท่าน หากท่านถามเรา คำตอบเราคือการปรับสมดุล ซึ่งสภาวะแห่งจิตและ ร่างกาย เข้าสู่โหมด ธรรมะ คือธรรมชาติ หลักการหาใช่นั่งเพ่งไม๊ ถามจิตตนเอง ว่าทำเพื่อสิ่งใด หากรักษาสุขภาพ ใช้วิธีการปรับสมดุลย์เอา

**สภาวะที่เป็น   นั้นเกิดจากจิต(ภพเดิม ภพใหม่)ส่งผล ต่อกาย   การปรับคือให้น้อมจิตพิจารณา

จิต คือ สภาวะของอารมณ์นั้นเราวางอยู่ตรงจุดใดมากเกินไป ก็ให้คลายลงจากจุดที่เป็นอยู่  เมื่อเรา ใช้การน้อมจิตพิจารณา จะเกิดซึ่งปัญญาในการวางลง 

โดย อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวจุติ   

เมื่อสมาชิกฯท่านหนึ่ง ถามเข้ามาถึง การฆ่าตัวตาย ที่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง......

สมาชิกฯ:  พี่ชายของดิฉันฆ่าตัวตาย 19 ปีมาแล้ว แต่ตายด้วยใบหน้าที่ยิ้ม เขาว่ากันว่าถ้าคนตายด้วยใบหน้าที่ยิ้ม คือเป็นชาติสุดท้ายของการฆ่าตัวตายใช่หรือไม่คะ........

แม่นก:น้องไนซ์ตอบว่า  จิตใดฆ่าตัวตาย จะวนเวียนกลับมาทำซ้ำ ๆ  และจักเป็นเช่นนั้น หากภพใดมีวาระได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์  และมีการวิปัสสนากรรมฐานเยอะๆ  จะได้ซึ่งปัญญา และปัญญานั่นแล จักพาเขาก้าวผ่าน การฆ่าตัวตาย โดยไม่ทำซ้ำในภพชาตินั้น อย่างนี้จึงจะเรียกว่าหลุดพ้นจากการต้องฆ่าตัวตาย  นอกเหนือจากนี้หากยังฆ่าตัวตายอยู่ก็จักทำ วนซ้ำๆในทุกภพชาติ

สมาชิกฯ: สาธุ ขอบพระคุณอาจารย์น้องไนซ์ที่ให้ความกระจ่างค่ะ.......

โดย อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวจุติ   

ศีล สมาธิ ปัญญา  คืออะไร

น้องไนซ์ถ่ายทอดไว้เป็นแผนผังดังนี้...

สี คือสภาวะที่ยังมีการปรุงแต่ง 

     น้องไนซ์บอกว่า "ศีล"นั้น เมื่อดึงออกมาจากเมมโมรี่เพื่อรักษาศีล หากไม่เห็นคุณค่า คือใช้กายทำไปแค่นั้น ก็จะเป็นเวทนา เหมือนข่มเอาไว้

     แต่หากเราทำด้วยใจที่พร้อม รู้ว่าเหตุใดเราต้องรักษา ผู้นั้นก็จะเป็นสภาวะสี ที่ทำได้มาก ได้น้อยสีก็จะสลับกันไป...

    ใจ คือความคิด เมื่อใช้ความคิดนำจึงปรุงแต่งเป็นอารมณ์

    น้องไนซ์บอกว่า "ผู้ใดที่สภาวะจิตเป็นแสง นั่นคือจิตก้าวเข้าสู่หนทางแห่งปัญญา ทีนี้ก็ต้องดูว่ารักษาให้เสถียรได้หรือไม่"

    (*)(*)น้องไนซ์บอกว่า "สมาธินั้น" เมื่อใช้การดึงวิธีทำออกมาจากเมมโมรี่ คือเรียนรู้ จากวิธีของผู้อื่นแบบสะเปะสะปะ เน้นความเร็ว  จึงใช้ใจในการกำหนดจนเป็นการข่มไว้ สภาวะที่ได้จึงเกิดเป็นเพียง"สี"

(*)(*) "สมาธิ" ที่ใช้จิตเป็นการเดินตามแนวทางองค์พุทธะ  มุ่งมั่น แต่ไม่ข่มจิต จักได้ สภาวะที่เป็นสีแล้วจักสลับเป็นแสง เพื่อเตรียมเข้าสู่สภาวะได้ซึ่งปัญญา แต่หากไม่น้อมจิตพิจารณาก็จะย้อนกลับไปติดกัปดักของสี และแสง ก็จะจางและหายไป 

(*)  น้องไนซ์บอกว่า "ปัญญา" นั้น เมื่อได้น้อมจิตพิจารณา จนเป็นสภาวะธรรม จะมีแสงนำทางเข้าโหมดการสอนธรรมโลกุตระ และเมื่อต้องเรียนรู้นอกสถานที่ จะมีแสงนำทางไปและจักมีแสงนำทางกลับค่ะ 

 โดย อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวจุติ   

ถ่ายทอดธรรมแห่งองค์พระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า

โดย องค์เพชรภัทรนาคานาคราช อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวาจุติ

 ฝึกการใช้จิตพิจารณา ละขันธ์ 5 โดยการแยกจิต

       “การละซึ่งขันธ์  โดยการแยกจิต  ท่านทั้งหลายจงฟังเราเถิดการนำพาจิตเชื่อมต่อ และกาลเวลานี้ จะพาท่านน้อมจิตพิจารณาต่อซึ่งเวทนาในขันธ์ 5  เมื่อเริ่มแรกนั้นจิตดวงนี้เป็นดวงจิตใส กาลครั้งแรกนั้นได้รับรู้ถึงง้วนดิน จึงเป็นเกิดเป็นสภาวะปรุงแต่ง   เริ่มจากติดในรสชาติ พัฒนามาถึงซึ่งปรุงแต่ง เกิดเป็นทุกข์ สุข ปลง จนเดินไปสู่กามราคะ เมื่อจิตเกิดสภาะการปรุงแต่งซึ่งสภาวะของโลกนั้นจึงปรากฏการยึดมั่นถือมั่นเป็นกายสังขาร และสภาวะนี้แลจึงนำไปเก็บไว้ที่สมองเกิดเป็นเมมโมรี่ สลัดไม่หลุด ด้วยมีสายเป็นใยเชื่อมต่อไว้กับจิต เมื่อไม่มีสภาวะธรรมเข้ามา จึงห่อล็อกไว้อย่างแน่นหนาจนออกรวงเข้าหากัน“

          "วิธีการสลัดจากพันธนาการนั้น ให้ท่านปล่อยอารมณ์ที่เกิดในสภาวะนี้ ไม่ว่าจะติดด้วยกับดักตัวไหน ทุกข์ สุข ปลง กามราคะด้วยเป็นเมมโมรี่ที่เกิดในสมองให้ปล่อยออกมาแล้วทำตามเรา หายใจยาวๆ แรงๆ” 

      “เอาล่ะ… ให้นำจิตเข้าไปพิจารณาสภาะที่เกิดในเมมโมรี่ ซึ่งโดนจับไว้ในสมอง แยกออกตามสภาวะที่เกิด เป็นจิตที่แยกออกมาจากพันธนาการแล้ว มองกลับเข้าไปเพื่อให้ตื่นรู้ ตื่นรู้ ตื่นรู้ ปัญญาเกิด จงวางจิตอยู่เหนือซึ่งเมมโมรี่”

       4/3/2566

         ถ่ายทอดธรรม

                                   โดย อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวจุติ                            

เมื่อสมาชิกฯเข้ามาขอพรวันเกิด   อจ.น้องไนซ์ จะตอบว่า...!!!!

สมาชิกฯ: "วันนี้เป็นวันเกิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขออนุญาต คุณแม่นก บอกกล่าว น้องไนซ์(องค์เพชรภัทร) ประทานพรอันประเสริฐแก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ  ..... "

แม่นก: "อ่านให้น้องฟังแล้วนะคะ"  "น้องฝากบอกเจ้าของวันเกิดและรวมถึงสมาชิกทุกๆท่านดังนี้ค่ะ..."

น้องไนซ์: บอกว่า

**"ผู้ใดที่หมั่นสวดมนต์ วิปัสสนากรรมฐาน นั้น ให้ท่านสดับและรับรู้ว่า ท่านจะได้รับซึ่งแสงแห่งธรรมและแสงนั้นจะเป็นกำแพงที่สูงขึ้นและสูงขึ้นเพื่อเป็นเกราะคุ้มครองตัวท่าน และเมื่อสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ในยามที่เกิดสภาวะคับขัน"ปาฎิหาริย์จะเกิดขึ้นโดยมิต้องร้องขอ "   พรซึ่งเกิดจากสภาวะผู้เข้าถึงธรรม นั้น จะปรากฎเป็นแสงโดยอัตโนมัติ และจะเกิดขึ้นได้ทุกขณะ"ซึ่งมิมีผู้ใดให้ซึ่งผู้ใดได้ "

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราจึงมิจำเป็นต้องร้องขอพรจากผู้ใดเนื่องด้วย

"ธรรมะ หรือธรรมชาตินั่นแล จักเป็นผู้ให้ซึ่งจิตดวงนั้น"......... 

4/3/2566

ถ่ายทอดธรรม

โดย อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวจุติ

ตอบข้อ-สนทนา ถ่ายทอดธรรม

สมาชิก: สวัสดีตอนเช้าครับ

มีคำถามขออนุญาตเรียนสอบถามองค์เพชร (น้องไนซ์)ครับ ขออนุญาตไม่ได้อ้างอิงคำสอนผู้ใดนะครับ แต่สอบถามโดยความเชื่อส่วนบุคคล ถูกผิดประการใด ขออนุญาตสอบถามไว้ด้วยกระผมยังขาดปัญญาในความรู้ครับ

+ เชื่อว่าหากเราตั้งมั่น หรืออธิษฐานเอาพระนิพพาน ทำอะไรก็มีพระนิพพานเป็นที่ตั้ง และด้วยแรงอธิษฐานนี้จะทำให้กระแสกรรมเก่าเขาเร่งตามเรา เพราะกลัวเราจะหลุดพ้น อันนี้จริงไหมครับ 

+ กรณีสมมุติว่าจริง หากเรายังมีภาระทางโลกเช่นครอบครัว ไม่อยากให้เขาต้องมาลำบาก ติดขัด เพราะคำอธิษฐานของเรา

เราสามารถวางกำลังใจ หรืออธิษฐานแบบไหนได้บ้างครับ

** ยังไม่หวังว่าตัวเองจะถึงปลายทางได้ในชาตินี้นะครับ แต่ก็ฝึกคิด ฝึกวางกำลังใจเอาไว้ เพื่อให้ตัวเราเองมีความเพียรขึ้นอีกนิดก็ยังดี

กราบขอบพระคุณทุกคำแนะนำครับ 

แม่นก: น้องไนซ์ตอบว่า  เมื่อเรามุ่งมั่นในการปฎิบัติธรรมเพื่อเดินสู่หนทางการดับทุกข์ คือการอยู่เหนือเหตุทั้งปวงนั้น ย่อมหมายว่า จิตของเรานั้นทิ้งห่างจากช่วงวาระแห่งกรรม มิใช้่ไปเร่งรัดให้กรรมนั้นตามมาเร็วขึ้น

แต่สิ่งที่ท่านจะเจอนั้นคือเหตุแห่งการทดสอบ ซึ่งจะมาในหลายรูปแบบ

เมื่อถึงซึ่งสภาวะแห่งธรรมนั้น เมื่อจิตของท่านได้พัฒนาจนเหนือจิตปุถุชนแล้วไซร้ จิตของท่านจะเลือกครองสภาวะทางธรรมเป็นอัตโนมัติค่ะ น้องไนซ์บอกเช่นนี้

สมาชิก: @นก ขอบพระคุณคำตอบอีกครั้งนะครับ กระจ่างใจในคำตอบเลยครับ ว่าทุกเส้นทางย่อมมีบททดสอบ เพียงแต่ได้ตัดความค้างคาใจในเรื่องของความเชื่อที่ว่าผลของกรรมเร่งทำงาน

แม้นวันนี้เราติดห่วง นั่นเป็นเพราะเรายังพัฒนาจิตได้ไม่ถึงขั้น แต่เมื่อไหร่ที่ถึงสภาวะธรรมที่เหมาะสม ทุกสิ่งก็เป็นเพียงของมันไปอย่างนี้ โลกก็เป็นไปเพียงเท่านี้

กราบขอบพระคุณถึงองค์เพชร(น้องไนซ์) ที่ช่วยไขจุดที่คาใจได้กระจ่างครับ

                                                                                                                                                                           โดย อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวจุติ

สมาชิก: เรียนถามอาจารย์คะ

หนูมีสภาวะหนึ่งอยากจะถามอาจารย์คะ

จะเรียกสภาวะนี้ ว่า ปาฏิหาริย์ได้รึไม่คะคือความมีว่างสว่าง เวลาที่พิจารณาข้อธรรมพอมีความเข้าใจแล้วนั้น นอกเหนือจากปิติแล้ว ในจิตดังมีดอกบัวสีขาวบานอยู่กลางจิตกลางใจคะ

แม่นก: น้องไนซ์ตอบว่า เป็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นค่ะ สภาวะจิต ณ.ขณะนั้นเห็นซึ่งองค์พุทธะเป็นที่พึ่ง  ในครั้งต่อไปให้จำสภาวะนี้ไว้ เมื่อจะได้ข้อธรรมจะเกิดซึ่งสภาวะนี้ก่อน  ให้ตั้งจิตให้มั่น และน้อมจิตดูสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น  น้องไนซ์บอกว่าสภาวะที่เกิดขึ้นอยู่กับจริตของแต่ละจิต ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่เหมือนกันค่ะ


เมื่อสมาชิกฯสอบถามในเรื่องยาก......ที่น้องก็ตอบให้แบบตรงประเด็นที่เข้าใจได้ง่าย และปฏิบัติได้จริง 

สมาชิกฯ: คุณแม่นกครับ  ผมขอสอบถามน้องไนซ์  ช่วยชี้แนะนำ การชำระกามราคะในจิตว่าต้องทำอย่างไร ผมพยายามจะต่อสู้แต่มิอาจจะเอาชนะได้สักที.... เมื่อวานพี่นกแนะนำ เรื่องกระแสอารมณ์ (กระแสน้ำนิมิต)ให้ดับก่อนเกิด  ผมได้พิจารณา เห็นว่า ผมพยายามว่ายหนีน้ำ แต่ยิ่งหนีระดับก็ยิ่งสูงขึ้น  เพราะผมไม่ยอมรับในอารมณ์ที่มันเกิดขึ้น  เมื่อผมยอมรับเรียนรู้ว่ายตามกระแสน้ำ เรียนรู้และเข้าใจคลื่นในน้ำ มันก็จะสงบลง.......

แม่นก: อารมณ์อื่นๆย่อมดู ย่อมศึกษา ย่อมเอาตัวเอาจิตเข้าไปเกี่ยวข้องได้อย่างมีสติ แต่กามราคะเป็นเรื่องที่ผ่านยากต้องใช้การตัดก่อนเกิด น้องไนซ์บอก

***เมื่อเกิดซึ่งอารมณ์ หากเราไม่ดับก่อน จิตจะเกิดการปรุงแต่ง ซึ่งเป็นเรื่องของโลกที่เค้าทำหน้าที่ของเค้า หากเราคล้อยตาม เราจะก้าวข้ามไม่ได้  น้องบอกค่ะ


สมาชิกฯ: การโอนเงินไปทำบุญวัดที่พระปฏิบัติ วัดที่ ศรัทธา หรือ ตามเฟสบุค กับ ไปใส่บาตร ที่วัด เหมือนกันไหมค่ะ ต่างกันอย่างไร ?

น้องไนซ์: ตอบว่า เสมือนเรามีเวลาแต่ เราจ้างคนมาดูแลพ่อแม่  คิดว่าอานิสงส์ นั้นได้เหมือนกันมั้ย....!!

สมาชิก: จากเมื่อคืนที่ถามไว้คุณแม่ให้มาถามน้องไนซ์ในกลุ่มไลน์ ตอนนี้นั่งจนดับได้แล้ว แต่มีความรู้สึกว่าติดอะไรบางอย่างอยู่ อยากให้น้องช่วยแก้ปริศนาธรรมให้หน่อยครับ วันไหนที่ไม่ได้กำหนดเวลาจะดับได้นาน แต่พอเรากำหนดเวลา จะทำได้แค่ส่วนเดียว เป็นเพราะอะไรครับ

ผมใช้การฝึกอสุภกรรมฐานกับสมถกรรมฐาน จะมีให้กำหนดเวลาตอนฝึก เข้า2ชัวโมงเหมือน5นาที พอกำหนดผมนั่งได้ไม่เกิน30นาที แต่ไม่กำหนดจะนั่งได้นาน ผมพลาดอะไรไปครับ น้องไนซ์แก้ธรรมให้ผมหน่อยครับ

แม่นก: น้องบอกว่าเลิกกำหนดเวลาค่ะ อย่าเอาจิตไปผูกกับเวลา เท่านั้นเอง เมื่อจิตผูกไว้กับเวลาคือการข่มจิต จิตจึงไม่มีความสุขในการปฎิบัติธรรมค่ะน้องบอก

สมาชิก: เคยเข้าฝึก สมถ 12 ชม มีแต่กายสังขารที่ทรมาน แทบจะไม่ดับเลยครับ ผมอยากให้น้องช่วยผม

แม่นก: เวลานั้นใช้สำหรับฝึกการเพียร เท่านั้น

สมาชิก: อ้อเข้าใจทันทีเลยขอบคุณครับ ต้องค่อยๆเพียรไป เดียวจะได้ 

แม่นก: การเจริญปัญญานั้นมิมีขอบข่ายเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องค่ะน้องไนซ์บอก

สมาชิก: ขนลุก กระจ่างเลยครับ

แม่นก: การได้สมาธินั้นไม่ได้หมายถึงว่าต้องครบตามจำนวนเวลาแล้วจึงได้ การได้สมาธิแต่ละครั้งล้วนแตกต่างกัน สำหรับผู้ฝึกปฎิบัติค่ะน้องบอก สาระสำคัญคือการปฎิบัติธรรมนั้นควรมีจิตใจเพลิดเพลิน ไม่ใช่ปฎิบัติธรรมแล้วจิตเป็นทุกข์ค่ะน้องบอก

สมาชิก: ผมเคยฝันเห็นคำตอบนี้ “การได้สมาธินั้น….” เป็นน้องไนซ์นี้เอง สาธุสาธุสาธุ ตื้นเต้นดีใจมากครับ

น้องไนซ์เตือน เมื่อสมาชิกตอบคำถามท่านอื่นๆ ตามที่ตเข้าใจ

          "การปฎิบัติธรรมนั้น ให้เน้นเรื่องการได้ปัญญาเป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่นเป็นแค่องค์ประกอบที่ต้องก้าวผ่าน ยิ่งเรื่องฤทธิ์นั้น หากไม่ตระหนักรู้ก่อนจะเกิดการหลงทางได้ง่ายให้ทำไปเรื่อยๆ เน้นการภาวนา สลับ การเจริญปัญญา ถึงเวลา... ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นตามขั้นตอนเอง"

สมาชิก: @นก  เรียนถามแม่นกครูบาอาจารย์ ของผมคือพระบรมครูเทพโลกอุดร ผมรับคำสั่งสอนจากท่าน อยากถามว่าผมปฎบัติถูกต้องหรือไม่ และควรปรับปรุงในเรื่องใดบ้าง ครับตอนนี้ผมหนักหัวปวดหัวมากในวันโกนวันพระ  ผมต้องทำอย่างไร เคยฝันเห็นน้องไปสอนครั้งนึงในความฝันด้วยครับ

แม่นก: มีเรื่องติดค้างในใจค่ะน้องบอก น้องบอกตั้งจิต ตั้งฐานให้เสถียรจะได้คำตอบด้วยตนเอง

สมาชิก: แสดงว่าผมปฏิบัติถูกต้องแล้วใช่ไหมครับแค่ยังไม่มั่นคงและเสถียรพอ

น้องไนซ์: น้องหัวเราะและบอกว่าจิตสื่อถึงเรา ยังจำไม่ได้อีกหรือ

สมาชิก: อ่าจำได้ครับ เมื่อคืนวันก่อน ตอนนี้ผมอ้วกเลยครับหนักเศียรปวดหัวไปหมดเลยครับ

น้องไนซ์: น้องบอกให้ทำจิตให้ผ่อนคลายค่ะ จิตเดิมนั้นเป็นคนไม่ยอมรับสิ่งใดง่ายๆ หายใจ ช้าๆ รับกระแสค่ะ น้องบอก

สมาชิก: คอมันเหมือนท่านจะลงอะครับความรู้สึกเหมือนสมาธิผมรับท่านไม่ไหว

ผมทำงานแคชเชียร์เวลาทอนตังลูกค้ามือโดนกันถ้าคนไหนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผมจะขนลุกและหนักหัวหนักบ่า

น้องไนซ์: นั่นแหละ สมาธิยังไม่เสถียรน้องบอก  เป็นสิ่งเดิมที่สั่งสมมา

สมาชิก: @นก ผมฝากถามน้องเค้าทีครับ ว่าสิ่งที่ตัวผมปรารถนาอยู่จะสำเร็จมั้ยครับในชีวิตนี้

แม่นก: น้องให้ถามกลับว่า แล้วมีคำตอบให้ตนเองว่าไงค่ะ

สมาชิก: คิดว่าสำเร็จครับ เพราะปฏิบัติมาใจผมปราถนาเพียงสิ่งเดียว

แม่นก: บางช่วงขณะไม่เข้าใจสภาวรรมที่เกิดขึ้นกับตนเอง

สมาชิก: @นก ใช่ครับเลยครับ บางขณะผมตกลงไปสู่สภาวของนิวรณ์ ทั้งๆที่จิตกำลังรวมเป็นสมาธิ

แม่นก: น้องบอกว่าให้สลับมาน้อมจิตพิจารณา ในสภาวะที่เกิดขึ้น เพื่อให้เห็นถึงเหตุค่ะ

สมาชิก: @นก พอเข้านิวรณ์ จิตเลยไม่นิ่งคิดไปอย่างอื่น จนต้องลืมตาหาอะไรพิจารณา จนสบายถึงเข้าสมาธิได้ ในเวลาลืมตาตลอด

แม่นก: คำตอบที่ได้ให้เกิดจากน้อมจิตเข้าไปพิจารณาด้วยตนเอง ไม่ค้นคว้า

สมาชิก: @นก ได้ครับ ผมจะลองกลับไปพิจารณาเบาๆ สบายๆดูครับ

ขอน้อมสรรเสริญแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ขจัดสิ้นถึงกิเลส

แม่นก: น้องบอกเพิ่มอีกนิด ฝึก ใช้ดวงตาเป็นเครื่องสแกนค่ะ

โดย อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวาจุติ

เมื่อสมาชิกฯสอบถามในเรื่องยาก......ที่น้องก็ตอบให้แบบตรงประเด็นที่เข้าใจได้ง่าย และปฏิบัติได้จริง 

สมาชิกฯ: คุณแม่นกครับ  ผมขอสอบถามน้องไนซ์  ช่วยชี้แนะนำ การชำระกามราคะในจิตว่าต้องทำอย่างไร ผมพยายามจะต่อสู้แต่มิอาจจะเอาชนะได้สักที.... เมื่อวานพี่นกแนะนำ เรื่องกระแสอารมณ์ (กระแสน้ำนิมิต)ให้ดับก่อนเกิด  ผมได้พิจารณา เห็นว่า ผมพยายามว่ายหนีน้ำ แต่ยิ่งหนีระดับก็ยิ่งสูงขึ้น  เพราะผมไม่ยอมรับในอารมณ์ที่มันเกิดขึ้น  เมื่อผมยอมรับเรียนรู้ว่ายตามกระแสน้ำ เรียนรู้และเข้าใจคลื่นในน้ำ มันก็จะสงบลง.......

แม่นก: อารมณ์อื่นๆย่อมดู ย่อมศึกษา ย่อมเอาตัวเอาจิตเข้าไปเกี่ยวข้องได้อย่างมีสติ แต่กามราคะเป็นเรื่องที่ผ่านยากต้องใช้การตัดก่อนเกิด น้องไนซ์บอก

***เมื่อเกิดซึ่งอารมณ์ หากเราไม่ดับก่อน จิตจะเกิดการปรุงแต่ง ซึ่งเป็นเรื่องของโลกที่เค้าทำหน้าที่ของเค้า หากเราคล้อยตาม เราจะก้าวข้ามไม่ได้  น้องบอกค่ะ

โดย อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวาจุติ

ผู้มาเยือน: เพิ่งได้โอกาสตามดูคลิ๊ปประมาณ7-8 คลิ๊ป เห็นมีลิ้งกลุ่มนี้เลยตามมา เห็นว่ามีฝากคำถามได้ จึงอยากรบกวนถาม หากมีวาสนา หวังจักได้คำตอบเพื่อลงใจ ..คือ

*... ผมจะทำอย่างไรให้มีศรัทธามั่นคงในการอยู่ในทางสายธรรมนี้ จนกว่าจะได้มีดวงตาเห็นธรรม อย่างน้อยขั้นโสดาบันก็ยังดี เพราะรู้สึกตัวเองลุ่มๆ ดอน ๆ เหลือเกิน สับสน ไม่ลงใจ สักที อยากมีประสบการณ์ตรงจากประสบการณ์ทางจิต เพื่อให้เกิดศรัทธา

ปะสาทะ....ขอบคุณครับ


แม่นก:น้องไนซ์ให้ถามค่ะ"เริ่มจาก... **อธิบาย คำว่า เชื่อ ** อธิบายคำว่า ศรัทธา ให้เราฟัง "


ผู้มาเยือน:ความเห็นส่วนตัวนะครับ

ผมเชื่อว่าพระพุทธเจ้าว่ามีอยู่จริง เกิดมาในโลกเป็นมนุษย์เหมือนเรา ๆ  ไม่ใช่พระเจ้าที่ไม่มีตัวตนจับต้องไม่ได้  เชื่อว่าพระองค์ตรัสรู้ธรรมจริง และธรรมนั้นเป็นจริง  เชื่อว่ากรรมมี ผลของกรรมมี  (อ่านและศึกษาจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ) แต่ผมไม่รู้ว่าทำกรรมอะไรมาบ้าง แล้วชีวิตปัจจุบันที่เป็นอยู่ คืออยู่หรือได้รับ มาเป็นอยู่ด้วยกรรมอะไร เช่นลงทุนไม่เคยได้กำไร ซ้ำร้ายยังขาดทุนและเป็นหนี้สินมากมาย ทำให้เป็นทุกข์ พอทุกข์จึงได้หันมาปฏิบัติธรรม สวดมนต์ไหว้พระ ไหว้เทพขอพร ขอ ขอ ขอ   พยายามรักษาศีล 5  (ขอใช้คำว่าพยายามเพราะอาจมีพลั้งเผลอ บกพร่องบ้าง) และนั่งสมาธิ  ทั้งหมดที่ทำเพราะเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น จะได้มีเงิน หมดหนี้ และมีบ้านของตัวเอง และชีวิตจะดีขึ้นต่อ ๆ ไป  ถ้าเป็นได้ตามนี้ จะได้มีกำลังใจ และมั่นใจได้ว่า ได้มาเพราะเปลี่ยนมาปฏิบัติธรรม  นี่คือที่คิดและเชื่อ  นะครับ

แต่ ไม่รู้ว่าจะเป็นตามนั้นหรือเปล่าและไม่รู้ว่าคิดเองแล้วหวังผลเอง ไม่มีใครรับรองผลให้ ......

**เนื่องจากผมเริ่มด้วยเชื่อแบบนี้ เวลาสวดมนต์ ไหว้พระ ไหว้เทพเทวดา นั่งสมาธิ ก็จะวาดภาพต่อไปว่า จะได้รับพร จะสมหวัง ตอนนั่งสมาธิก็ไม่เคยมีความสงบหรือจิตรวมเลย จะคิด จะสับสน เสียส่วนมาก  ( ทำมาต่อเนื่องประมาณปีครึ่ง)  พยายามจะก้าวข้ามไปเป็นศรัทธา .....แต่ไม่รู้ว่าแบบไหนเรียกว่าศรัทธา และจะศรัทธาอย่างไร จะเริ่มจากไหน .....กราบขอบพระคุณอย่างสูงที่กรุณาครับ


แม่นก: น้องไนซ์ตอบว่า

** "ฟังเรานะ สิ่งที่ท่านเชื่อที่ผ่านมา เป็นการเชื่อที่จับต้องไม่ได้ตั้งแต่รูปธรรม  การเชื่อเช่นนี้แล  ทำให้ท่านขาดการศรัทธา  เมื่อขาดการศรัทธา พลังของจิตจะริบหรี่และขาดแสงในการนำทาง

*** เอาล่ะทีนี้ ท่านสูดลมหายใจลึกๆ  แล้วอธิษฐานจิต ขอน้อมจิต คืนทุกสิ่งกลับสู่ธรรมชาติ   ให้ท่านนั่งในท่าที่สบาย วางมือทั้งสองข้างไว้บนหัวเข่า คิดถึงภาพองค์พุทธะ  หายใจลึกๆ  ขออำนาจแห่งพุทธคุณ นำทางแก่ข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าได้มาซึ่งปัญญา

ในการใช้ชีวิตทั้งทางธรรม และทางโลก แล้วหลับตาลง ในขณะที่ทำท่านรับรู้ถึงสิ่งใดให้กลับมาบอกเรา


ผู้มาเยือน: ผมทำตามที่บอกแล้วครับ ผมรู้สึกถึงกรอบรูปสี่เหลี่ยมสีเหลืองอ่อน ๆ หรืออาจเป็นประตูสี่เหลี่ยมอยู่บนหน้าผา  แต่ไม่ชัดนะครับ แค่ลาง ๆ ครับ **ขอบพระคุณครับ

แม่นก:น้องไนซ์ตอบว่า

**นับจากนี้ ให้นั่งสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน ก่อนนั่งให้ทำตามที่บอกทุกครั้ง โดย นั่งวันละไม่ต่ำกว่า 50 นาที (สะสมได้)  เป็นระยะเวลา9เดือน ส่วนสิ่งที่ท่านเห็นนั้นจะชัดขึ้นและได้คำตอบด้วยจิตของท่านเองในไม่ช้า.....

ผู้มาเยือน:สาธุๆๆ ขอบคุณพระคุณครับ   

  โดย อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวาจุติ 

แม่นก:สมาชิกฯถามมาต่อกรณี จิตถูกอกุศลครอบงำร้อยเปอร์เซนต์ ....

สมาชิกฯ:ถาม หากจิตดวงหนึ่งถูกอกุศลครอบงำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในเวลานั้น ไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ ไม่มีศรัทธาและกำลังมากพอที่จะทำสมาธิได้ ปัญญาลดน้อยถอยลง  จะมีอะไรสลายกำลังของอกุศลนั้นได้....

น้องไนซ์: ตอบว่า

***เหตุมาจากสิ่งใดให้แก้ที่สิ่งนั้น  ไม่มีสิ่งใดช่วยจิตท่านได้ ท่านต้องแก้ด้วยตนเอง

***นับจากนี้ท่านท่องไว้ได้เลย สิ้นกายสังขารวันใด จิตจะตกสู่นรกภูมิ  หากท่านต้องการเช่นนี้ก็ปล่อยให้จิตโดนครอบงำด้วยอกุศลจิตได้เลย สิ่งที่เป็นอยู่ขณะนี้ การศรัทธาในตนเองยังมิมีเลย....

***ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใดหากสภาวะจิตยังเป็นเช่นนี้ ให้ท่านกำหนดลมหายใจเข้าและออก เป็นคำเดียว คือ นรกภูมิ....

สมาชิกฯ : น้องไน:ซ์ ผมเข้าใจความทุกข์ทรมานทั้งหลายนั้นดีทุกอย่าง

น้องไนซ์รู้ใจของผมตอนนี้ไหมครับ ยังมีสัตว์โลกทั้งหลายที่ต้องทุกข์ทรมาน พระพุทธองค์ปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายนั้นพ้นทุกข์ เมตตาของท่านยิ่งใหญ่มากมายมหาศาลท่านไม่เคยแบ่งแยกหรือทอดทิ้งใคร ไม่ว่าเขาทั้งหลายเหล่านั้นจะดีร้ายสักเพียงใด แล้วในวันนี้สัตว์ทั้งหลายไร้ที่พึ่ง แล้วใครจะเป็นที่พึ่งจะสามารถปลดปล่อยเขาทั้งหลายเหล่านั้นได้  น้องไนซ์อยู่เบื้องบนรู้จักนรกแต่รู้ไหมว่านรกนั้นทุกข์ทรมานเพียงใด หากมีคนเป็นอย่างที่ผมได้กล่าวไป เขาต้องรู้ด้วยตัวเองเท่านั้นเหรอครับ นรกถ้าเลือกได้ไม่มีใครอยากไป แต่อกุศลทำให้คนหลงผิด แล้วเราจะช่วยเขาโดยการให้เขารู้ด้วยตนเองเท่านั้นเหรอครับ แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไร ความหมายของเมตตานั้นคืออะไรครับน้องไนซ์

น้องไนซ์ ตอบว่า

***กลับไปศรัทธาในตนเองก่อน แล้วจะเข้าใจคำตอบของเรา  การช่วยจะช่วยได้เฉพาะจิตที่พร้อมจะรับความช่วยเหลือ ความเมตตาในการช่วยเหลือนั้นขึ้นอยู่กับสภาวะจิตของผู้นั้นด้วย  หากปัญญาของผู้นั้น หากไร้ซึ่งปัญญาต่อให้สอนเยี่ยงไร ก็ยังวนอยู่ที่เดิม  สถาวะจิตมีจำนวนมากที่รอคอยความช่วยเหลือ สำหรับดวงจิตบางดวงจิตก็เปล่าประโยชน์ ท่านจงรับรู้ไว้ว่ากาลเวลามิได้รอใคร การโปรดสัตว์นั้นจึงต้องเลือก  ***คำถามทั้งหมดที่ท่านถามมาล้วนย้อนแย้ง จึงเปล่าประโยชน์ในการสอน  (กลับไปพิจารณาดอกบัวสี่เหล่าที่พระพุทธะทรงพิจารณาก่อนออกเผยแพร่ธรรม)

แม่นกอ่านแล้วขอสรุปว่า...การที่น้องมีหน้าที่ นำธรรมมาถ่ายทอดสู่ผู้มีบุญสัมพันธ์กัน น้องคงลงมาอย่างกระทันหัน และมีเวลาอันจำกัดน้องจึง ไม่มีเวลามาอธิบายซ้ำๆย้ำๆให้ผู้ถามเข้าใจเป็นรายบุคคลที่ต้องใช้เวลานานเกินไปที่กว่าจะเข้าใจ ทั้งที่ทราบถึงวาระจิตเค้าอยู่แล้วว่า ผู้ถามต้องการอะไร หรือจะเข้าใจคำตอบที่ตอบไปได้แค่ไหน...ขอเน้นย้ำว่า น้องมักพูดเสมอว่าให้มองตนน้อมจิตเข้าหาตนมากกว่าเพ่งจิตออกนอกตน  แล้วนึกคิดไปตามสัญญาหมายจำ

*** จักไม่เกิดประโยชน์อันใดแก่จิตท่านเลย  หากท่านใคร่จะเป็นผู้เดินตามรอยธรรมแห่งองค์พุทธะ.....จงเดินไปให้ถึงปลายทางที่ตนต้องไปแล้วค่อยมีเมตตากลับมาบอกผู้อื่นถึงอุปสรรคและสิ่งต่างๆที่อยู่ระหว่างทาง.....สาธุค่ะ

 โดย อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวาจุติ 

เมื่อเพื่อนสมาชิกฯพูดคุยกันใน "ข้อสงสัยแห่งธรรม" ที่ฟังแล้ว"ต้องยากส์ส ถึงเพียงนั้น..จน..ไม่มีบทสรุปที่ใช่" จึงดูว่าไปไกลกว่าที่ใครๆจะมาเข้าใจ....ซะแร้ววววว...

สมาชิกฯ(No.1) "กายไม่ใช่เรา เราไม่ใช่กายนี้ จิตไม่ใช่เรา"

เราไม่ใช่จิต*สุดท้ายแล้วก็ไม่มีเรา เหลือแต่สภาพรู้..เราไม่สามารถทำให้จิตบรรลุธรรมได้ จิตจะบรรลุด้วยตัวของจิตเอง แต่เราพาให้จิตไปเห็นความจริงได้..จิตที่บริสุทธิ์  ก็มิใช่จิตในตอนนี้ รู้ที่บริสุทธิ์ก็ไม่ใช่รู้ ณ ขณะนี้  *กิเลส ไม่มีจิตให้ยึดเกาะ.......


สมาชิกฯ(No.2)

ช่วยเมตตาอธิบาย"รู้ที่บริสุทธิ์ไม่ใช่รู้ ณ.ขณะจิตคืออะไรคะ? และเมตตาอธิบาย "กิเลส ไม่มีจิตให้ยึดเกาะ" คืออะไรคะ?....

"หน่อของจิตอยู่ที่ไหน"......


แม่นก: จึงได้มาสรุปสั้นๆแต่เข้าใจได้คือ....

"น้องไนซ์เคยบอกกับแม่นก ว่า จิตนั้นไม่ดับ แต่จิตนั้นเมื่อเปลี่ยนจากใส บริสุทธิ์เป็นขุ่นแล้ว ผู้ที่ตื่นรู้ คือผู้ที่จะรู้วิธีทำให้จิตกลับมาใสบริสุทธิ์อีกครั้งค่ะ โจทย์มีแค่นี้ค่ะน้องเคยบอกแม่ไว้...."


สมาชิกฯ:(No.1)

จริงแท้ สาธุ ครับ


สมาชิกฯ:(No.2)

สาธุ คุณแม่นก จริงแท้แน่นอนค่ะ


หลังจากนั้น จึงเห็นควรที่จะนำ ข้อธรรมที่อ.น้องไนซ์ เคยกล่าวไว้ มาเทียบเคียงกับ การพูดคุยในครั้งนี้ คือ...

อ.น้องไนซ์: "ข้ามทีละ step ในการปฏิบัติ"

"เอาล่ะ!   ฟังเรานะ..."

"การเรียนรู้ธรรมนั้น ไม่ควรข้าม step เพราะกลัวว่าตนเองจะดูโง่ ..."

"ไม่พูดไม่คิด ให้ซับซ้อน หรือสรรหาคำพูด เพื่อให้ตนดูฉลาด และไม่นำของไกลตัวมาพิจารณา เอาของใกล้ตัวนี่แหละ ทุกอย่างสามารถนำมาเป็นการเรียนรู้ไ้ด้ทั้งหมด"

** เมื่อพิจารณาสิ่งใด ให้เริ่ม จาก มองรูปธรรมก่อน แล้วจึงนำจิตเข้าไปพิจารณา นามธรรม ให้เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง" 

"พิจารณาไล่ไปเรื่อยๆจึงจะเกิดเป็นปัญญา"

"ใช่ว่าเห็นปุ๊บปัญญาเกิดปั๊บ อันนั้นน่ะเขาเรียกว่า"มโน"

"อย่างนาฬิกาตรงหน้าเรา...เมื่อมองผ่านสายตา ก็คือนาฬิกา เมื่อหูได้ยิน ก็คือเสียงนาฬิกา แต่ เมื่อใช้จิตมองจะเห็นกลไกและเห็นลึกลงไปกว่านั้นคือ กลไกย่อมมีปัญหาตามสภาวะเวลา จึงทำให้หยุดเดิน เมื่อหยุดเดินก็คือธรรมชาติของอายุการทำงาน ซ่อมได้ก็ซ่อมไป ซ่อมไม่ได้ ก็ทำลาย จนเสื่อมสลาย และถ้ามองให้ละเอียดก็จะเห็นถึงการหลุดทีละชิ้นส่วน ๆ จน "ไม่หลงเหลือมาภาพเดิม".....

อ.น้องไนซ์ นิรมิตเทวาจุติ    

หน้าถัดไป